การสร้าง ลบ หรือจัดแบ่ง พาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ โดยใช้ fdisk
การจัดพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ คือขั้นตอนของการ จัดรูปแบบการใช้งานของ ฮาร์ดดิสก์ ก่อนขั้นตอนการ ฟอร์แมต โดยที่เราสามารถ ทำการแบ่ง ฮาร์ดดิสก์ ออกเป็นขนาดต่าง ๆ เพื่อกำหนดให้ใช้งานได้ในแต่ละ Drive เพื่อความเป็นระเบียบของข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ ขนาดเต็ม 8 GB อาจจะทำการแบ่งออกเป็น Drive C: ขนาด 3 GB เพื่อใช้สำหรับลง Windows และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ และทำการแบ่งเป็น Drive D: อีกส่วนหนึ่งโดยให้มีขนาดเป็น 5 GB เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลอื่น ๆ เป็นต้น
ชนิดของพาร์ติชั่น จะแบ่งออกตามชนิดของ FAT ต่าง ๆ ได้ดังนี้
• FAT16 เป็นการจัดพาร์ติชันสำหรับ DOS, Windows 3.1 และ Windows 95 รุ่นแรก ๆ จะรองรับขนาดของพาร์ติชันได้สูงสุดที่ 2 GB ต่อ 1 พาร์ติชั่นเท่านั้น
• FAT32 เป็นการจัดพาร์ติชันสำหรับ Windows 95 OSR2 และ Windows 98 สามารถรองรับขนาดของพาร์ติชันได้จาก 512 KB ไปจนถึง 64 GB ต่อ 1 พาร์ติชัน
• NTFS เป็นการจัดพาร์ติชันสำหรับ Windows NT
ดังนั้น หากจะทำการจัดแบ่งพาร์ติชัน ให้ใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่ขนาดมากกว่า 2 GB ต่อ 1 พาร์ติชันก็ต้องทำการสร้างพาร์ติชันแบบ FAT32 ซึ่งจะสามารถใช้งานได้ในระบบ Windows 95 OSR2 หรือ Windows 98 ขึ้นไปเท่านั้น ซอฟต์แวร์ ที่ใช้สำหรับการจัดแบ่ง พาร์ติชันของ ฮาร์ดดิสก์ แบบง่าย ๆ ก็คือโปรแกรม FDISK ที่มีมาให้กับ Windows 98 นั่นเอง โดยที่ต้องอย่าลืมว่า การใช้ FDISK จาก Windows 98 จะสามารถสร้างพาร์ติชันแบบ FAT32 ได้ แต่ถ้าหากเป็น FDISK ที่มากับ Windows 95 หรือของ DOS จะสามารถทำได้เฉพาะระบบ FAT16 เท่านั้นไม่สามารถทำเป็น FAT32 ได้
โดยปกติแล้ว ขั้นตอนการจัดแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ ไม่จำเป็นต้องทำบ่อยนัก จะทำในกรณีที่ต้องการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบ ชนิดของ FAT หรือกำหนดขนาดของพาร์ติชันใหม่เท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการจัดพาร์ติชันใหม่นี้ ข้อมูลทุกอย่างที่เก็บอยู่ใน ฮาร์ดดิสก์ จะหายไปทั้งหมดด้วย ดังนั้นต้องระวังหรือทำการเก็บสำรองข้อมูลที่สำคัญเก็บไว้ก่อน ในที่นี้จะยกตัวอย่างของการจัดการ และการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ โดยการใช้คำสั่ง FDISK ที่มีมากับ Windows เพื่อเป็นการเตรียมฮาร์ดดิสก์ก่อนขั้นตอนการลง Windows ต่อไป
คำสั่ง FDISK จะสามารถหาได้จากแผ่น Windows 98 Start Up Disk ถ้าหากยังไม่มี ต้องทำการสร้างแผ่น Windows 98 Startup Disk ขึ้นมาก่อน หลังจากนั้น จึงทำการบูทเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการบูทเครื่องจากแผ่น Windows 98 Startup Disk จากนั้น พิมพ์คำสั่ง fdisk แล้วกด Enter
 
ถ้าฮาร์ดดิสก์มีขนาดใหญ่มากกว่า 512MB จะมีคำถามว่าต้องการสร้างพาร์ติชันขนาดใหญ่หรือไม่ หรือเป็นการถามว่า ต้องการใช้งานแบบ FAT32 หรือไม่นั่นเอง หากตอบ [N] ก็จะเป็นการกำหนดให้ใช้งานแบบ FAT16 หรือเหมือนกับการใช้ FDISK ของ DOS หรือ Windows 95 รุ่นเก่าไป แต่ถ้าต้องการแบ่งพาร์ติชันแบบ FAT32 ก็ให้กด [Y]
 
เมนูหลักสำหรับการใช้งานแบบต่าง ๆ โดยปกติแล้วจะมีแค่ 4 รายการ แต่ถ้าหากมีการต่อฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัว จะมีเมนูที่ 5 คือ Change current fixed disk drive สำหรับเลือกว่าจะทำงานกับ ฮาร์ดดิสก์ ตัวไหนให้เลือกด้วย การแสดงข้อมูลของ พาร์ติชัน ต่าง ๆ ทำโดยเลือกที่เมนู 4. Display partition information
 
เมนูของการแสดงพาร์ติชัน (เลือกจากเมนู 4. จากเมนูหลัก) จะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ของพาร์ติชัน ในฮาร์ดดิสก์ จะเห็นรายละเอียดและการกำหนดรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ รวมถึงการจัดแบ่งขนาดต่าง ๆ ด้วย ในกรณีที่เป็น ฮาร์ดดิสก์ ที่ยังไม่ได้ทำการจัดพาร์ติชัน ก็จะไม่มีข้อมูลแสดงให้เห็น เราสามารถกดปุ่ม ESC เพื่อกลับไปเมนูหลัก
 
เมนูของการลบพาร์ติชัน (เลือกเมนู 2. จากเมนูหลัก) จะมีเมนูให้เลือกรายการลบพาร์ติชันต่าง ๆ ซึ่งขออธิบายความหมายของแต่ละพาร์ติชัน ดังนี้
• Primary DOS Partition เป็นพาร์ติชันหลักของฮาร์ดดิสก์
• Extended DOS Partition เป็นพาร์ติชันถัดไปของฮาร์ดดิวก์
• Logical DOS Drive(s) จะเป็นการกำหนดขนาดต่าง ๆ ที่อยู่ใน Extended DOS Partition อีกที ซึ่งสามารถกำหนดการสร้างได้หลาย ๆ Drive ตามต้องการ
• Non-DOS Partition เป็นพาร์ติขันในระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบของ DOS
ในการลบพาร์ติชัน จะต้องทำการลบโดยเรียงลำดับข้อมูลด้วย เช่นต้องลบ Logical DOS Drive ออกให้หมดก่อนจึงจะลบ Extended DOS Partition ได้ และหลังจากนั้น จึงทำการลบ Primary DOS Partition ตามลำดับต่อไป
 
หากทำการลบพาร์ติชันต่าง ๆ ข้อมูลทุกอย่างที่เก็บอยู่ในพาร์ติชันนั้น ๆ จะหายไปหมด ดังนั้นเมื่อจะทำการลบพาร์ติชัน จะมีการถามยืนยันการลบ โดยให้ใส่ Volume Label ของฮาร์ดดิสก์นั้นก่อนด้วย เพื่อเป็นการป้องกันการลบข้อมูล โดยไม่ได้ตั้งใจหรือลบผิดพาร์ติชัน ดังนั้น หากจะทำขั้นตอนนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังและอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ให้รอบคอบก่อน
 
เมนูของการสร้างพาร์ติชัน (เลือกเมนู 1. จากเมนูหลัก) จะเป็นการสร้างพาร์ติชันแบบต่าง ๆ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับเมนูของการลบพาร์ติชัน คือจะมีการสร้าง Primary DOS Partion, Extended DOS Partition และการสร้าง Logical DOS Drive ใน Extended DOS Partition ปกติแล้วก็จะสร้างเรียงตามลำดับตามต้องการ
 
กรณีที่เลือกสร้าง Primary DOS Partition เป็นอักแรก จะมีเมนูถามว่า ต้องการใช้พื้นที่ทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์สำหรับทำเป็น Primary DOS Partition หรือไม่ หากต้องการใช้พื้นที่ทั้งหมดสร้างเป็น Drive เดียวก็เลือก [Y] แต่ถ้าหากต้องการระบุขนาดต่าง ๆ ของพาร์ติชันด้วยตัวเอง ก็เลือกที่ [N] เพื่อกำหนดขนาดเอง
 
จากรูป ถ้าหากเลือกที่จะกำหนดขนาดของ Primary DOS Partition เองโดยเลือก [N] จากขั้นตอนที่แล้ว จะมีเมนูให้ใส่ขนาดของ Primary DOS Partition ตามต้องการ โดยอาจจะใส่เป็นตัวเลขจำนวนของ MB หรือใส่เป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ก็ได้ จากตัวอย่างสมมติว่ากำหนดขนาดเป็น 70% ของจำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด ก็ใส่ 70% แล้วกด Enter
 
หลังจากนั้น ก็ทำการสร้าง Extended DOS Partiton จากส่วนของพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ที่เหลือ โดยการเลือกเมนูที่ 2. Create Extended DOS Partition ทำการกำหนดขนาดของพื้นที่ตามที่ต้องการ จากตัวอย่างคือจะใช้พื้นที่ 30% ที่เหลือทั้งหมด โดยการกำหนดขนาดนี้อาจจะใส่เป็ยตัวเลขจำนวน หรือใส่เป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ก็ได้แล้วกด Enter
 
หลังจากที่สร้าง Extended DOS Partition แล้วจะมีการแสดงรายละเอียดของการแบ่งพาร์ติชันต่าง ๆ ให้ดูตามรูป
 
ในส่วนของ Logical Drive จะเป็นการสร้างขึ้นภายในของ Extended DOS Partition อีกที ซึ่งการกำหนดขนาดของพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ ก็กำหนดขนาดตามต้องการ หรือถ้าต้องการแบ่งในส่วนของ Extended DOS Partition ออกเป็นหลาย ๆ Drive ก็สามารถทำการกำหนดแบ่งได้จากส่วนของ Logical Drive นี้
 
หลังจากที่ทำการสร้างและจัดแบ่งพาร์ติชันต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เมื่อกลับมาที่เมนูหลัก จะมีคำเตือนว่าไม่มีการกำหนดพาร์ติชันไหน active อยู่เลย ต้องทำการกำหนดพาร์ติชันที่สร้างขึ้นมาให้เป็น active partition ด้วยเพื่อให้สามารถใช้บูทเครื่องได้ การกำหนดทำโดยการเลือกที่เมนู 2. Set active partition
 
ใส่หมายเลขของ Partition ที่ต้องการให้เป็น active partition และกด Enter
 
เมื่อเลือกที่เมนู 4. เพื่อดูรายละเอียดต่าง ๆ ก็จะเห็นลักษณะการจัดและแบ่งพาร์ติชันในฮาร์ดดิสก์ รวมถึงพาร์ติชันที่ตั้งให้เป็น active partition ด้วย
 
หลังจากที่ทำการกำหนดและแบ่ง Partition ต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกจากโปรแกรม FDISK ก็จะมีข้อความเตือนว่า ให้ทำการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ก่อน การจัดพาร์ติชันต่าง ๆ จึงจะมีผลและทำการ format ฮาร์ดดิสก์ต่อไป
การจัดแบ่งพาร์ติชันของ ฮาร์ดดิสก์นี้ โดยปกติแล้ว จะไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ลง Windows ใหม่ ซึ่งจะทำการจัดพาร์ติชัน ก็ต่อเมื่อต้องการจัดแบ่งขนาดของ ฮาร์ดดิสก์ใหม่ หรือต้องการลบข้อมูล ให้สะอาดจริง ๆ เนื่องจากเกิดการติดไวรัส เครื่องคอมพิวเตอร์ เท่านั้น และอย่าลืมว่า การทำ FDISK นี้ข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่ใน ฮาร์ดดิสก์ จะหายไปทั้งหมดด้วย จึงควรจะต้องใช้ความระมัดระวัง ในการทำทุก ๆ ขั้นตอน

 

การวิเคราะห์และแก้ปัญหา คอมพิวเตอร์

               

                ในส่วนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป มักพบกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วต้องทำการเรียกช่างเทคนิคเพื่อทำการตรวจซ่อม ซึ่งถ้าหากว่าในหน่วยงานนั้น ไม่มีช่างเทคนิค หรือบุคคลที่ทำจะการแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ จำเป็นต้องใช้บริการจากร้านซ่อมทั่วไป ซึ่งตรงนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา

                เอกสารชุดนี้ เป็นการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้งานคอมพิวเตอร์ และแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการประหยัดรายจ่ายได้อีกทางหนึ่ง

                การรวบรวมปัญหา จะเป็นปัญหาทั่วไปที่ไม่เจาะลึกไปถึงทางด้านเทคนิค เป็นปัญหาที่มักพบเสมอสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ไม่รวมถึงช่างเทคนิค) ซึ่งเมื่อพบปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องใช้เวลาในการตามช่างเทคนิคให้มาทำการแก้ไขให้ แม้ว่าปัญหานั้นอาจดูง่ายในส่วนของช่างเทคนิค แต่ผู้ใช้ทั่วไป มันเป็นเรื่องใหญ่เสมอ

                แนวทางในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาในเอกสารนี้ จะเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เป็นแนวทางที่จะสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเป็นปกติในเบื้องต้นก่อนที่จะทำการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

 การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์

                ในการที่จะทำการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเป็นที่ผู้ใช้ทั่วไปต้องทราบถึงการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ก่อน ต้องทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานอย่างไร เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะสามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ส่วนใด ทำให้การกำหนดสาเหตุได้แคบลงการแก้ปัญหาก็สามารถที่จะทำได้ง่าย

ขั้นตอนการเริ่มทำงานของระบบคอมพิวเตอร์

                ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ การที่จะทำการแก้ไขปัญหานั้นๆ ต้องกระทำอย่างเป็นขั้นตอน โดยเรียงลำดับได้ ดังนี้

·       ทำการวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดที่ส่วนใด

·       ทำให้ระบบตอบสนองการทำงานให้ได้

·       ทำให้เครื่องสามารถบู้ตระบบให้ได้อีกครั้ง

ส่วนมากแล้วจะมุ่งไปที่ส่วนสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญน้อยที่สุด การวิเคราะห์ปัญหา

เป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้เราทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและทำการแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้นโดยที่อาจไม่กระทบไปถึงข้อมูลที่อยู่ภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถที่จะรักษาข้อมูลเดิมไว้ได้

                ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เรากำลังพูดถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เคยทำงานได้ดี แต่มาถึงตอนนี้กลับทำงานไม่ได้ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย (อาจมีผู้ใช้มากกว่าหนึ่งคน)

ขั้นตอนการบู้ตเครื่องคอมพิวเตอร์

ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอยู่ในสภาพที่ปกติจะมีขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

1.       ฮาร์ดแวร์ทำงาน และจัดการตามที่ระบุไว้อย่างถูกต้อง

2.       BIOS มีการโหลด MBR(Master Boot Record)และส่งผ่านการควบคุมไปที่ MBR

3.       MBR ทำการโหลด DBR(Dos Boot Record) และส่งผ่านการควบคุมไปที่ DBR

4.       DBR ทำการโหลดไฟล์ที่ซ่อนไว้

5.       ไฟล์ที่ซ่อนไว้คือ IO.SYS ทำงานและทำการอ่าน CONFIG.SYS และไฟล์ MSDOS.SYS ทำงาน

6.       โหลดไฟล์คำสั่ง COMMAND.COM ของผู้ใช้เครื่อง

7.       มีการทำงานใน AUTOEXEC.BAT

 
 
  การบู้ตขั้นที่ 1 : การตรวจสอบฮาร์ดแวร์

                ขั้นแรกจะมีการตรวจสอบฮาร์ดแวร์ว่าทำงานและมีการตอบสนองต่อระบบอย่างถูกต้อง โดย Controller จะถามถึงฮาร์ดแวร์ว่าอยู่ที่นั่นหรือเปล่า โดยการสั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน สำหรับฮาร์ดดิสก์แล้ว เครื่องจะสั่งให้ทำการเลื่อนหัวอ่าน/บันทึก ไปที่ Cylinder 0 ก่อนแล้วย้ายไปอยู่ที่ Cylinder สูงสุดแล้วกลับมายัง Cylinder 0 อีกครั้ง

                การทำงานจะเป็นไปตามนี้เมื่อมีการกำหนด ค่า Configuration อย่างถูกต้อง และสายต่อต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและแน่นหนา รวมทั้งฮาร์ดแวร์ต้องทำงานอย่างถูกต้อง

กรบู้ตขั้นที่ 2 : โหลด MBR และตรวจสอบความถูกต้องของตารางพาร์ติชั่น

                ถ้าการเซ็ตอัพฮาร์ดแวร์เป็นไปอย่างถูกต้อง เครื่องจะปรากฏแสงที่ตำแหน่งของฮาร์ดแวร์ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ ในขณะที่ทำการบู้ตเครื่อง ในส่วนของฮาร์ดดิสก์นั้นแสดงให้ทราบว่าระบบกำลังอ่าน MBR ซึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง head 0, cylinder 0, sector 1 ถ้าความพยายามในการอ่านไม่ได้ผล ไดรว์จะไม่ได้รับความสนใจจากระบบ และอาจมีรายงานว่า “Drive 0 failure” ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ BIOS ของระบบที่ติดตั้งอยู่ในระบบเอง

                MBR ประกอบด้วยตารางพาร์ติชันซึ่งนับว่าเป็นส่วนที่สำคัญของฮาร์ดดิสก์ซึ่งจะอธิบายว่าฮาร์ดดิสก์มีการแบ่งเนื้อที่อย่างไรและโปรแกรมสั้นๆ สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของตารางพาร์ติชันนั้นด้วย ถ้าตารางพาร์ติชันถูกต้อง มันจะใช้รายละเอียดในตารางพาร์ติชันสำหรับค้นหา และโหลด DBR จากพาร์ติชันที่ทำงาน

                ในส่วนของโปรแกรมสั้นๆ ที่อยู่บน MBR มีหน้าที่ 3 ประการดังนี้

1.       ตรวจสอบว่าตารางพาร์ติชันนั้นถูกต้อง

2.       ค้นหาพาร์ติชันที่บู้ตได้ หรือทำงานบนไดรว์ได้

3.       โหลดเซกเตอร์แรกของพาร์ติชันนั้น ในกรณีที่เป็นพาร์ติชันของ DOS จะเรียกเซกเตอร์แรกว่า DBR(Dos Boot Record)

การบู้ตขั้นที่ 3 : ตรวจสอบ (DBR)

                ถ้าไม่มีปัญหาในส่วนของ MBR ระบบจะทำการโหลดข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับเซกเตอร์ที่เรียกว่า DBR เข้าไปและทำให้ DBR ทำงานได้

                ตารางพาร์ติชันจำแนกตำแหน่งของ DBR โดยการชี้ตำแหน่งดังกล่าว ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนมากจะบรรจุ DBR ไว้ที่ตำแหน่ง cylinder 0, head 1, sector 1 เฉพาะกรณีที่ใช้ระบบปฏิบัติการตัวเดียว แต่ถ้าเป็นแบบอื่นอาจไม่เป็นดังตัวอย่าง

    หน้าที่ของ DBR มี 5 ประการดังนี้

1.       รีเซ็ตไดรว์ที่บู้ตได้

2.       โหลดเซกเตอร์แรกของไดเร็คทอรีหลักเข้าไว้ในหน่วยความจำ

3.       ตรวจสอบ 2 entries แรกว่าเป็นชื่อของไฟล์ที่ซ่อนอยู่

4.       โหลดไฟล์ที่ซ่อนอยู่ลงในหน่วยความจำ

5.       ส่งผ่านการควบคุมไปยังไฟล์ที่ซ่อนอยู่

DBR ได้บรรจุโครงสร้างที่สำคัญของข้อมูลที่เรียกว่า BPB(The BIOS Parameter Block)

เนื่องจาก DBR เป็นเซกเตอร์แรกในพาร์ติชัน BPB จึงประกอบด้วยข้อมูลซึ่งอธิบายรายละเอียดของพาร์ติชันให้ DOS รู้

การบู้ตขั้นที่ 4 : โหลดไฟล์ที่ซ่อนอยู่

                DBR จะโหลดไฟล์ที่เป็นหัวใจของระบบการทำงาน 2 ไฟล์เข้าไว้ในหน่วยความจำ ซึ่งได้แก่ไฟล์ IO.SYS และ MSDOS.SYS ระบบจะไม่บู้ตถ้าไฟล์ทั้งสองนี้ไม่ถูกต้องหรือไม่มีไฟล์ทั้งสองนี้อยู่(ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์ก็ตาม)

การบู้ตขั้นที่ 5 : ตรวจสอบคำสั่ง CONFIG.SYS

                ระบบจะดำเนินการบู้ตต่อไปโดยโหลดไฟล์ที่ซ่อนอยู่ไฟล์แรก และให้มันทำงาน ซึ่งจะทำการโหลดคำสั่ง CONFIG.SYS แล้วให้มีการทำงานตามคำสั่งนี้ คำสั่งใน CONFIG.SYS ที่สำคัญคือคำสั่ง “DEVICE=” ซึ่งใช้ในการโหลดดีไวซ์ไดรเวอร์ที่จำเป็นในการเข้าสู่ไดรว์ต่างๆ ที่ติดตั้งไว้

การบู้ตขั้นที่ 6 : ระบบจะทำการโหลด COMMAND.COM

                COMMAND.COM เป็น User shell หมายความว่ามันเป็นโปรแกรมที่ใช้อ่านคำสั่งของผู้ใช้เครื่อง และแปลคำสั่งนั้นไปสู่ระบบการทำงาน สำเนาของคำสั่ง COMMAND.COM ที่ไม่ถูกต้องจะทำให้ระบบไม่สามารถบู้ตได้

การบู้ตขั้นที่ 7 : Autoexec.bat ทำงาน

                Command.com จะเรียกคำสั่งต่างๆ ใน Autoexec.bat ตามลำดับ ถ้าคำสั่งผิดปกติจะทำให้เสียระบบการทำงานไปด้วย

                จากขั้นตอนการบู้ตเครื่องจะเห็นว่า ขั้นตอนที่ทำให้ไม่สามารถอ่านไดรว์ได้เลยคือขั้นที่ 1 และ ขั้นที่ 2 ซึ่งเป็นขั้นตอนการตรวจสอบฮาร์ดแวร์และ MBR ในขั้นที่ 3 DBR จะมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับ DOS เวอร์ชั่นหลังๆ และขั้นที่ 5 CONFIG.SYS มีความสำคัญสำหรับไดรว์เพิ่มเติมเช่น CD-ROM เป็นต้น

 
   

การวิเคราะห์อาการและการแก้ปัญหาเบื้องต้น

                การวิเคราะห์อาการและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น จะต้องเริ่มต้นพิจารณาตั้งแต่การเริ่มต้นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นในช่วงใดของการบู้ตระบบ โดยพิจารณาทีละขั้นตอน

การตรวจสอบฮาร์ดแวร์

                หลังจากเปิดสวิทช์ให้ระบบทำงาน CPU จะถูกรีเซ็ตให้ไปอ่านข้อมูลที่ BIOS เพื่อทำการตรวจสอบฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่ออยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

                BIOS : Basic Input Output System จะเป็นตัวแรกที่ทำงานโดยจะเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า POST : Power On Self Test เพื่อทำการทดสอบระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยจะเช็คระบบต่างๆ ว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่

                ในขั้นตอนนี้จะทำการติดต่อกับหน่วยความจำ ไดรว์ คีย์บอร์ด ฮาร์ดดิสก์ จอภาพ และอุปกรณ์ในส่วนอื่นๆ ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาในขั้นตอนนี้เครื่องจะทำการเตือนด้วยข้อความที่จอภาพ(กรณีที่ติดต่อกับจอภาพได้) แต่ถ้าติดต่อกับจอภาพไม่ได้เครื่องจะแจ้งเป็นเสียงแทน

ข้อความแสดงความผิดพลาด

ข้อความ

ปัญหา

CMOS BATTERY HAS FAIL

แบตเตอรี่แบกอัพ CMOS อ่อนกำลัง,แบตหมด

CMOS CHECKSUM ERROR

ข้อมูลภายใน CMOS ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแบตเตอรี่ใกล้หมด หรือมีการถอดแบตเตอรี่ออก

Disk Boot Failure, Insert System Disk and Press Enter

BIOS ไม่พบดิสก์ที่กำหนดให้ใช้สำหรับบู้ตระบบ หรือดิสก์นั้นไม่ได้ทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใดๆ ไว้

FDD Controller Failure

ระบบรีเซ็ตฟลอปปี้ดิสก์ไม่ได้ อาจเนื่องจากการตั้งค่าใน BIOS ไม่ถูกต้อง, สายเคเบิลหลุดหรือหลวม, หรือคอนโทรลเลอร์เสีย

HDD Controller Failure

ระบบรีเซ็ตฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ อาจเนื่องจากการตั้งค่าใน BIOS ไม่ถูกต้อง, สายเคเบิลหลุดหรือหลวม, หรือคอนโทรลเลอร์เสีย

KB/Interface Error

หัวต่อคีย์บอร์ดเสีย หรือหลุด/หลวม

Keyboard Error

ไม่ได้ติดตั้งคีย์บอร์ดหรือคีย์บอร์ดเสีย

System Halted(Ctrl-Alt-Del) to Reboot

เกิดข้อผิดพลาดบางประการขึ้น ซึ่งระบบจะพยายามแก้ปัญหาโดยการรีบู้ตเครื่องใหม่

                 

  การ POST เสียงของ BIOS

                รหัสเสียงของ BIOS แต่ละยี่ห้ออาจจะแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่รหัสเสียงจะใช้สองลักษณะ คือเสียงสั้น และเสียงยาว และใช้ทั้งสองแบบรวมกัน เพื่อให้ได้ความหมายที่มากพอ

รหัสเสียง BIOS Award

เสียง

ความหมาย

สั้น 1 ครั้ง

POST ผ่าน ทุกอย่างปกติ

สั้น 2 ครั้ง

POST ไม่ผ่าน มีปัญหา

ไม่มีเสียง

แหล่งจ่ายไฟ หรือเมนบอร์ดมีปัญหา

เสียงต่อเนื่อง

แหล่งจ่ายไฟ หรือเมนบอร์ดมีปัญหา หรือหน่วยความจำ RAM มีปัญหา

ยาว 1 สั้น 1

เมนบอร์ดมีปัญหา

ยาว1 สั้น 2

การ์ดแสดงผลมีปัญหา (MDA, CGA)

ยาว 1 สั้น 3

การ์ดแสดงผลมีปัญหา (EGA)

 รหัสเสียง BIOS AMI

เสียง

ความหมาย

สั้น 2 ครั้ง

POST ไม่ผ่าน มีปัญหา

ไม่มีเสียง

แหล่งจ่ายไฟ หรือเมนบอร์ดมีปัญหา

เสียงต่อเนื่อง

แหล่งจ่ายไฟ หรือเมนบอร์ดมีปัญหา หรือหน่วยความจำ RAM มีปัญหา

ยาว1 สั้น 2

การ์ดแสดงผลมีปัญหา (MDA, CGA)

ยาว 1 สั้น 3

การ์ดแสดงผลมีปัญหา (EGA)

ยาว 1 ครั้ง

การทดสอบเรียบร้อย ไม่มีปัญหา

 

                จากตารางรหัสตัวอย่างเสียงของ BIOS ซึ่งเป็น ยี่ห้อที่นิยมใช้โดยทั่วไปในเครื่องที่เป็นแบบ Home User ส่วนยี่ห้ออื่นๆ เช่น BIOS Phoenix จะมีใช้ในเครื่องประเภทแบรนด์เนม เป็นส่วนใหญ่ ในส่วนของรหัสเสียงก็ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ผู้ใช้ หรือผู้ดูแลระบบจะต้องใช้การสังเกตเอาเอง

 

********************************************************

    การโหลด MBR และตรวจสอบความถูกต้องของตารางพาร์ติชัน

                ขั้นตอนนี้จะกระทำต่อเนื่องจากการตรวจสอบฮาร์ดแวร์เรียบร้อยแล้ว มันจะทำการค้นหาพาร์ติชันที่บู้ตได้ของดิสก์ไดรว์ ในขั้นตอนการทำงานนี้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจะมีข้อความแสดงความผิดพลาดขึ้นมาข้อความใดข้อความหนึ่งดังนี้ Invalid partition table, Error Loading Operating system หรือ Missing operating system  การวิเคราะห์ให้ดูตามผังการทำงานของ MBR

โครงสร้างของ MBR

เปลี่ยนรหัส MBR จาก 0:7C00 ไปเป็น 0:0600

อ่านตารางพาร์ติชันแต่ละตารางเพื่อค้นหาพาร์ติชันที่บู้ตได้
พบ entries อื่นที่ไม่ใช่ไบต์ที่ 80 หรือ 00
ระบบแสดงข้อความ Invalid partition table
ไม่มี entry สำหรับตารางพาร์ติชัน ไม่ได้ค้นหาพาร์ติชันที่บู้ตได้
ไปที่ ROM BIOS
ค้นพบ entry ที่บู้ตได้
Entry สำหรับตารางพาร์ติชันทั้งหมดอยู่ในสภาพใช้ได้ใช่หรือไม่
อ่าน Dos Boot Record ถึงตำแหน่งในหน่วยความจำ 0000:7C00
ตรวจดูว่าไบต์สุดท้ายของ DBR เป็น AA55
ระบบแสดงข้อความ Invalid partition table
ไม่สามารถอ่าน DBR ได้

ระบบแสดงข้อความ Error Loading Operating System

ระบบแสดงข้อความ Missing Operating System

ทำงานโดยใช้ DBR
ไม่ใช่
ไม่ใช่
ใช่
ใช่
                                         การทำงานของ DBR

                หลังจากระบบทำการโหลด MBR เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะทำการเรียกให้ DBR ทำงานเป็นตัวถัดไป การวิเคราะห์ปัญหาในช่วงการทำงานนี้สามารถวิเคราะห์ได้จากผังการทำงาน

โครงสร้างของ DBR

โหลดและทำการปรับปรุงตารางแสดงลักษณะเฉพาะดิสก์

รีเซ็ตไดรว์ที่บู้ตได้
รีเซ็ตได้เรียบร้อยหรือไม่
คำนวณเซกเตอร์จากไดเร็คทอรีแรกและเซกเตอร์ของข้อมูล จากนั้นอ่านเซกเตอร์ของไดเร็คทอรีแรกไปที่ 0:500
อ่านได้หรือไม่
ตรวจดู entry แรกว่าเป็นไฟล์ซ่อนหรือไม่ คือไฟล์ IO.SYS และ MO-DOS.SYS หรือไม่
อ่านไฟล์ซ่อนไปที่ 0:700
ล้มเหลวหรือไม่
ผ่านการควบคุมไปยังไฟล์ซ่อน (DOS)
ข้อความ Disk Boot Failure
ข้อความ Non system disk or disk error
ข้อความ Non system disk or disk error

บู้ตระบบจากไดรว์ A: รอการแก้ไข

ข้อความ Disk Boot Failure

ใช่

ไม่ได้

ไม่ได้

ได้

ได้

ล้มเหลว

ไม่

ไม่ใช่

                           
การทำงานของโปรแกรมระบบ                ในขั้นตอนนี้เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบฮาร์ดแวร์เรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นระบบ DOS จะมีการเรียกใช้ไฟล์ Config.sys เพื่อทำการโหลดดีไวซ์ไดรเวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น หลังจากนั้นจึงทำการเรียกใช้ไฟล์ Command.com เพื่อทำการติดต่อกับผู้ใช้งาน และสุดท้ายเป็นการเรียกใช้งาน Autoexec.bat ซึ่งเป็นขั้นตอนเรียกใช้โปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นระบบ ต่อไป ส่วนของ Windows’95/98 นั้น จะต่างจาก DOS ตรงที่ไฟล์ Config.sys และ Autoexec.bat จะไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก แต่จะเป็นการเรียกใช้งาน Windows Registry ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับระบบไว้

                ในขั้นตอนนี้ถ้ามีปัญหาจะพบกับข้อความต่อไปนี้

ข้อความ

ปัญหาที่เกิด

Bad or Missing ,Command Interpreter

ไฟล์ Command.com เสีย

Memory Allocation Error

Command.com ถูกทำลาย หรือมีโปรแกรมบางโปรแกรมพยามใช้หน่วยความจำในตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับ Command.com

Cannot Load Command, System Halted

เครื่องไม่สามารถ โหลด Command.com ได้เนื่องจาก Bug ของโปรแกรม หรือรุ่นของ Command.com ไม่ตรงกัน

Key_

System file ของ Windows ถูกทำลาย

Press any key to continues

ถ้าฟ้องไฟล์ XXX.Vxd จะเป็นที่การติดตั้งระบบไม่สมบูรณ์  ถ้าไม่ฟ้องไฟล์ xxx.vxd มีปัญหาที่ไฟล์ Autoexec.bat

 

                จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดจากการทำงานของระบบจะเกิดได้ในทุกขั้นตอนการทำงาน โดยแต่ละส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปโดยลักษณะของข้อความที่ปรากฏจะเป็นตัวบอกให้เราทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดกับส่วนใดของระบบนั่นเอง

                เมื่อใช้แนวทางในเบื้องต้นสำหรับการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และทราบว่าเกิดขึ้นกับส่วนใดของระบบ เราก็สามารถที่จะทำการแก้ไขได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเราได้กำหนดปัญหาให้

แคบลง ทำให้การแก้ปัญหาทำได้เร็วขึ้นด้วย และเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

  ***************************************************  

แนวทางการแก้ปัญหา

                ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงตำแหน่งที่บรรจุข้อมูลสำคัญๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และแต่ละส่วนมีผลถึงกัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งถูกลบหรือเสียไป จะทำให้ส่วนอื่นๆ ไม่สามารถที่จะทำงานต่อไปได้ เช่นถ้าหากตารางพาร์ติชันเสียหาย เราก็จะไม่อาจเข้าสู่ระบบได้แม้ว่าส่วนที่เป็น FAT จะยังสมบูรณ์ดีอยู่

 

ตำแหน่งข้อมูลที่สำคัญในเครื่องคอมพิวเตอร์

ข้อมูล

ตำแหน่งที่ตั้ง

การกำหนด

POST(Power On Self Test)

ROM BIOS

บริษัทผู้ผลิต/ผู้ใช้

ประเภทของฮาร์ดดิสก์

Controller บนเมนบอร์ด

กำหนด Configuration ของฮาร์ดดิสก์

Partition Record(MBR)

Head 0/Cylinder 0/Sector 1 บนฮาร์ดดิสก์

FDISK/ XFDISK

DOS Boot Record(DBR)

Sector แรกใน Partition MBR เป็นตัวชี้ตำแหน่ง

FORMAT

FAT(File Allocation Table)

MBR เป็นตัวชี้ตำแหน่ง

Format C: หรือ C:/S

Root Directory

บูตเรคคอร์ดของ DOS เป็นทางอ้อม คือ DBR ชี้ตำแหน่ง FAT และกำหนดขนาดของ FAT และ Root Directory อยู่ถัดจาก FAT

Format C: หรือ Format C:/S

IO.SYS/MSDOS.SYS

Root Directory / FAT

Format C:/S หรือ SYS C:

CONFIG.SYS

Root Directory / FAT ใช้โดย MSDOS.SYS

ผู้ใช้เครื่อง /การติดตั้ง Device Driver ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ

COMMAND.COM

Root Directory /FAT ตัวชี้ปัญหาคือ Bad or Missing Command Interpreter

Format C:/S หรือ SYS C:

AUTOEXEC.BAT

Root Directory/ Sub Directory FAT

ผู้ใช้เครื่อง /การติดตั้ง Device Driver ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ

ข้อมูลของผู้ใช้

Root Directory/ Sub Directory FAT

ผู้ใช้เครื่อง

                จากตาราง ทำให้เราทราบถึงตำแหน่งของข้อมูลแต่ละตัว และการกำหนดข้อมูลแต่ละชุดแล้ว การแก้ปัญหาก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นเมื่อมีข้อความแสดงความผิดพลาดในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมา

 

การแก้ไขปัญหาช่วงตรวจสอบฮาร์ดแวร์

ข้อความ

ปัญหา/การแก้ไข

CMOS CHECKSUM ERROR

ปัญหา ข้อมูลภายใน BIOS ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่เกิดจากแบตเตอรีอ่อนกำลัง หรือมีการ Clear BIOS

การแก้ไข เปลี่ยนแบตเตอรีใหม่ ทำการแก้ไขข้อมูลใน BIOS ให้ถูกต้อง (ดูหัวข้อการเซ็ตอัพ BIOS)

Disk Boot Failure, Insert System Disk and Press Enter

ปัญหา BIOS ไม่พบดิสก์ที่กำหนดให้ทำการบู้ตระบบ หรือดิสก์นั้นไม่ได้ทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใดๆ ไว้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการใส่แผ่นดิสก์ไว้ในเครื่องขับ หรืออาจเกิดจากสายต่อหลวมหรือหลุดก็เป็นได้

การแก้ไข ตรวจสอบในเครื่องขับดิสก์ว่ามีแผ่นดิสก์เก็ต อยู่ภายในหรือไม่/ เช็คสายต่อภายในของดิสก์ว่าแน่นหรือไม่/ บู้ตระบบจากไดรว์ A: ใช้คำสั่ง SYS C: หลังจากขึ้นข้อความ System Transferred  ถอดแผ่นดิสก์ออกจากเครื่องขับ บู้ตเครื่องใหม่อีกครั้ง

FDD/ HDD Controller Failure

ปัญหา ระบบทำการรีเซ็ต Floppy disk/ Hard Disk ไม่ได้ อาจเป็นเพราะการตั้งค่าใน BIOS ไม่ถูกต้อง, คอนโทรลเลอร์เสีย, แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากสายเคเบิลหลุดหรือหลวม

การแก้ไข ตรวจสอบสายเคเบิลว่าหลุดหรือหลวมหรือไม่/ ตรวจสอบค่าใน BIOS ให้ถูกต้อง ถ้าคอนโทรลเลอร์เสียต้องทำการเปลี่ยนใหม่

KB/ Interface Error(Keyboard Error)

ปัญหา หัวต่อคีย์บอร์ดหลุด/หลวม

การแก้ไข ขยับหัวต่อให้เข้าที่/ ถอดหัวต่อแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ รีบู้ตระบบ

System Halted(Ctrl-Alt-Del) to Reboot

ปัญหา เกิดการผิดพลาดบางประการ ระบบจะพยายามแก้ปัญหาโดยการบู้ตระบบใหม่

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบู้ตระบบ

ปัญหา อาการ การแก้ไข

Chipset ที่ควบคุม Interrupt เสีย ปัญหาเกิดที่เมนบอร์ด

นับ Memory เสร็จ แล้ว Hang ไปเฉยๆ ไม่มีข้อความใดๆ ขึ้นมา

รีบู้ตเครื่องขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม ทำการตรวจเช็คที่เมนบอร์ด

Setup ชนิดของ HDD ใน BIOS ผิด

นับ Memory เสร็จแล้วขึ้นข้อความ Drive C: Failure หรือ Drive C: Error

ตรวจเช็คชนิดของ HDD ใน BIOS ที่หัวข้อ STANDARD / PRIMARY IDE : กำหนดชนิด HDD ให้ถูกต้อง ถ้ามีหัวข้อ AUTO ให้กำหนดเป็นหัวข้อนี้

DOS Partition เสีย

Boot ที่ Drive A: แล้วพิมพ์  C: ไม่ขึ้นข้อความ Invalid Drive Specification

1.       Boot ที่ Dive A: พิมพ์

Sys C: รอจนขึ้นข้อความ System transferred แล้วบู้ตที่ Drive C: อีกครั้ง ถ้ายังบู้ตไม่ได้

2.       ใช้ Norton Utilities หัวข้อ

Disk Tool ใช้คำสั่ง Make Disk Bootable ทำตามขั้นตอนของโปรแกรม ถ้ายังไม่หาย

3.       ทำการ Format Drive C:

ใหม่ได้เลย

HDD Track 0 เสีย

1.       Boot ที่ Drive A: ใช้คำสั่ง

Sys C: แล้วยังไม่ได้ผล

2.       ใช้ Norton NDD ตรวจดูแล้ว

มี Bad Sector ที่ Track 0

3.       Format C:/S ไม่ผ่าน แต่

Format C: เฉยๆ ผ่าน

4.       Format ด้วย Low Level ของ

Disk Manager ฟ้อง Track 0 เสีย

เลี่ยงไปบู้ตที่พาร์ติชันแทนโดยการกำหนดให้เป็นสองพาร์ติชัน แล้วกำหนดให้พาร์ติชันที่สองเป็น

DOS Partition ถ้าใช้ FDISK กำหนดให้ Partition ที่สองเป็น Active

HDD Boot Record เสีย

1.       ขึ้นข้อความ Disk Boot

Failure หรือ Hang ไปเฉยๆ

2.       ข้อความ Non-System Disk

or Disk Error

บู้ตที่ Drive A: พิมพ์ Sys C:

รีบู้ตอีกครั้ง ถ้าไม่หาย ใช้

Disk tool ใน Norton เลือกMake Disk Bootable

การแก้ปัญหาที่เกิดจากโปรแกรม

ปัญหา อาการ การแก้ไข

Hang ที่ Config.Sys หรือ Autoexec.bat หรือที่โปรแกรม Driver

บู้ตระบบขึ้นมาแล้วเข้าไปที่ Safe Mode หรือมีข้อความ Press any Key to Continues

บู้ตเครื่องขึ้นมาใหม่ แล้วกดปุ่ม F8 เลือกหัวข้อ Step by Step Confirmations เพื่อทำการตรวจสอบ Config.sys และ Autoexec.bat เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาที่จุดใดแล้วทำการ Mark ไว้ จากนั้นเข้าไปแก้ไขใน Edit Config.sys/ Autoexec.bat

ไฟล์ระบบเสีย

(IO.SYS/ MSDOS.SYS)

ขึ้นข้อความ Key_

(WINDOWS’98)

บู้ตที่ Drive A: พิมพ์ Sys C: แล้วทำการบู้ตระบบขึ้นมาใหม่ในกรณีนี้ถ้าระบบบู้ตไปที่ C:\>  ต้องทำการติดตั้ง(Setup)โปรแกรมระบบลงไปใหม่ จึงจะใช้งานได้

เครื่องไม่สามารถโหลด Command.com ได้ เนื่องจาก Bug ของโปรแกรม หรือรุ่นของ Command.com ไม่ตรงกัน

ขึ้นข้อความ Cannot Load Command, System Halted

เช็คดูว่าในฮาร์ดดิสก์มีไฟล์ Command.com หรือไม่ ถ้าไม่มีให้ทำการบู้ตจากไดรว์ A: แล้วใช้คำสั่ง Sys C: บู้ตใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่ได้ผลให้ทำการตรวจเช็คที่ RAM

ไฟล์ Command.com ในฮาร์ดดิสก์ไม่มี อาจถูกลบหรือถูกทำลายโดยไวรัสหรือสาเหตุอื่น

ขึ้นข้อความ Bad or Missing Command Interpreter

บู้ตระบบจาก Drive A: แล้วใช้คำสั่ง Sys C: แล้วบู้ตระบบขึ้นมาอีกครั้ง

ไฟล์ Command.com ถูกทำลาย หรือมีโปรแกรมพยายามใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำที่สงวนไว้สำหรับ Command.com

ขึ้นข้อความ

 File Allocation Error

ทำการบู้ตระบบขึ้นมาใหม่โดยการ Reset ถ้าไม่ได้ผล

บู้ตระบบจากไดรว์ A: แล้วใช้คำสั่ง Sys C: Restart เครื่อง

                
การฟอร์แมต ฮาร์ดดิสก์ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้ง Windows ใหม่ การ ฟอร์แมต ฮาร์ดดิสก์ จะเป็นขั้นตอนที่ต้องทำต่อจาก การจัดการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ หรืออาจจะใช้เมื่อต้องการ ลบข้อมูลทุก ๆ อย่าง ที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ออกทั้งหมด เช่น ทำการฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ เพื่อจะทำการลง Windows ใหม่ เป็นต้นหลังจากที่ทำการจัดแบ่งพาร์ติชัน โดยการทำ FDISK เสร็จแล้ว เราจะยังไม่สามารถใช้งาน Hard Disk นั้นได้ในทันที โดยจะต้องทำการ ฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ก่อน ซึ่งก็จะมีวิธีการง่าย ๆ คือใช้คำสั่ง format ที่อยู่ในแผ่น Windows 98 Startup Disk ก่อนอื่นมาดู คำสั่ง ในแบบต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันก่อนformat c: แบบไม่มีอะไรต่อท้าย คือการ format drive c: แบบมาตราฐานทั่วไป
format c: /s คือการ format drive c: โดยจะทำระบบ system file ให้สามารถใช้บูทเครื่องได้ด้วย
format c: /q คือการ format drive c: แบบรวดเร็ว จะใช้ได้กับ Hard Disk ที่ format แล้วเท่านั้น
format c: /c คือการ format drive c: โดยทำการตรวจสอบ bad sector ของฮาร์ดดิสก์ ด้วย
format c: /u คือการ format drive c: โดยแบบนี้ จะไม่สามารถทำการ unformat เพื่อกู้ข้อมูลคืนมาได้
รูปแบบของคำสั่ง พอจะแบ่งออกได้คร่าว ๆ คือ
format คือการเรียกคำสั่ง format นี้เพื่อเริ่มต้นใช้งาน
c: หมายถึงชื่อของ drive ที่ต้องการทำการ format โดยที่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจจะมีได้หลาย drive เช่น c: d: e: หรือ f: ก็ได้ แล้วแต่ว่า จะมีการแบ่งพาร์ติชันไว้อย่างไร ตรงนี้ต้องระวัง ใส่ให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ข้อมูลต่าง ๆ หายไปหมดได้
/s หรือ /q หรือ /c หรือ /u เป็นการกำหนดการทำงานของการ format เพิ่มเติมจากปกติ ตามรายละเอียดด้านบน โดยอาจจะใส่หรือไม่ต้องใส่ก็ได้
ทั้งนี้การใช้คำสั่งฟอร์แมต แบบต่าง ๆ อาจจะใช้ร่วมกันก็ได้เช่น format c: /s/q คือสั่งฟอร์แมตแบบรวดเร็ว และทำการสร้าง system file เพื่อให้สามารถใช้บูทเครื่องได้ด้วย เป็นต้น
วิธีการสั่งฟอร์แม็ตฮาร์ดดิสค์ เริ่มจากการบูทเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจจะใช้การบูทจากแผ่น Windows Startup Disk แล้วเลือกที่ข้อ 1. จากเมนู หรือจะบูตเครื่องจากฮาร์ดดิสก์ และสั่ง Shutdown โดยเลือกเข้าที่ DOS Mode ก็ได้ จากนั้น พิมพ์คำสั่ง format ตามด้วยค่าพารามิเตอร์ด้านบน และกด ENTER ครับมาดูตัวอย่างและหน้าตาของการทำฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ตามรูปต่อไป โดยรูปตัวอย่างต่อไปนี้ จะเป็นการบูทเครื่องจากแผ่น Windows Startup Disk และเลือกเข้ามาที่ DOS Prompt เข้ามาที่เมนูแรกหรือจะขึ้นเครื่องหมาย A:\> ก่อน จากนั้นพิมพ์คำสั่ง format c: /s (เป็นการสั่งฟอร์แม็ตโดยจะใส่ system file เพื่อให้ใช้บูทเครื่องได้ด้วย)
 
จากรูป เป็นการสั่ง format c: /s เพื่อทำการฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ โดยกำหนดให้ทำการสร้าง system file ด้วยเพื่อให้ฮาร์ดดิสก์นี้ ใช้ทำการบูทเครื่องได้ หลังจากสั่งฟอร์แมตแล้ว จะมีการถามเพื่อยืนยันการฟอร์แมตอีกครั้ง กด y และกด Enter เพื่อเริ่มต้นการฟอร์แมต รอสักพักอาจจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับขนาดและความเร็วของฮาร์ดดิสก์ รอจนเสร็จจะมีเมนูให้ใส่ชื่อ Volume Label ก็ใส่ชื่อตามต้องการ
 
 
หลังจากนั้น จะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ เท่านี้เป็นอันเสร็จขั้นตอนการฟอร์แมต สามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์นี้ไปใช้งานได้ทันที ในกรณีที่ได้ทำการแบ่งฮาร์ดดิสก์ออกเป็นหลาย ๆ ไดร์ฟ ก็ต้องทำการฟอร์แมตทุก ๆ ไดร์ฟ จนครบตามต้องการด้วย